rss
twitter
facebook

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

[Manga] In the walnut (ในผลวอลนัท)

ช่วงนี้ใช้ชีวิตอยู่กับการ์ตูนวายตลอดเวลา เพราะมันเป็นทั้งความชอบส่วนตัว งานอดิเรก เป็นรายได้ เป็นสื่อการสอนชั้นเยี่ยม (ฮ่าๆๆๆ)
ก็เลยคิดว่าจากนี้ไปก็น่าจะเอาการ์ตูนที่เคยอ่านและเคยแปลมารีวิวซะหน่อย เผื่อใครที่กำลังเมียงมองการ์ตูนตรงซอกหลืบร้านเหล่านี้ จะได้ตัวเลือกมาอ่านเพิ่มขึ้น

ประเดิมด้วยเรื่องนี้ In the walnut




ชื่อเรื่อง              In the walnut 
                        ในผลวอลนัท
                        胡桃の中(くるみのなか)


ผู้แต่ง                川唯東子(Kawai Toko)


จำนวนเล่ม          ปัจจุบันออกมา 3 เล่ม คาดว่าคงออกมาอีกเรื่อยๆ


สำนักพิมพ์          ZERO COMICS (ญี่ปุ่น) Prince (ไทย)


เรื่องย่อ              ทานิซากิ ฮิเดโอะ เจ้าของแกลเลอรี่ศิลปะเก่าๆ โทรมๆ ”In the walnut” ที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากคุณปู่ที่เสียไป เขามีแฟนที่คบกันมาัตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยที่ชื่อ นากาอิ โซเฮ ทั้งคู่เจอกันเมื่อครั้งที่นากาอิ นศ.คณะภาพยนตร์ ต้องการให้ทานิซากิไปเล่นหนังสั้นให้ ทานิซากิขอค่าแรงครั้งละ 20,000 เยน แต่นากาอิไม่มีใ้ห้ ทานิซากิเลยขอร่างกายแทน (อู๊วววว) หลังจากนั้นความรักก็เริ่มบังเกิด ♥_♥
       ในการ์ตูนแต่ละตอน จะเป็นเรื่องของทั้ง 2 คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับภาพเขียนชื่อดัง ทั้งการหาข้อแตกต่างว่าภาพไหนจริง ภาพไหนปลอม การประมูลภาพเขียนราคากว่า 300 ล้านเยน งานศิลปะที่ถูกมองข้าม ฯลฯ แอบมีเรื่องกุ๊กกิ๊กของนากาอิกับทานิซากิเข้ามาแทรกบ้างแต่ไม่เยอะจนเกินไป


ความคิดเห็น       ในฐานะคนอ่านการ์ตูนวาย (ที่ก็อ่านทุกแนว) รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหาและมีสาระเยอะเรื่องนึงเลยทีเดียว มีการอ้างอิงผลงานของจิตรกรชื่อดังหลายคน ทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงศิลปะมีความรู้มากขึ้น ส่วนคนที่มีความรู้ด้านนี้ก็อ่านได้สนุกสนาน เรื่องความรักก็มีนิดๆหน่อยๆพอให้กรี๊ดได้เป็นระยะ ไม่ไ่ด้เน้นหนักไปในเรื่องเพศซักเท่าไหร่ เด็กผู้ชายหรือคนที่ไม่ชอบวายก็ยังอ่านได้ เพราะเนื้อเรื่องมันน่าติดตามมาก และไม่มีฉากวาบหวิวให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองตกใจซักเท่าไหร่
                       ในฐานะคนแปล...เป็นเรื่องที่แปลยากกกกกกกกก เพราะคนญี่ปุ่นมักจะเขียนทับศัพท์ชื่อจิตรกร หรือชื่อผลงานเป็นตัวอักษรคาตาคานะ นังแนนจึงต้องเสิร์ชชื่อต่างๆเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ หรือฝรั่งเศสก่อน เพราะถ้าจะให้อ่านตรงตามอักขระญี่ปุ่นก็คงจะงงกันไปว่าเป็นใคร ถ้าชื่อเป็นอังกฤษก็โชคดีไป แต่ถ้าเป็นฝรั่งเศสก็ต้องหาเพื่อนที่อยู่เอกฝรั่งเศสมาอ่านให้ว่าอ่านเป็นไทยว่ายังไง สนุกสนานกันเลยทีเดียว (หึหึหึ) ยกตัวอย่างเช่น ルノワール ถ้า่อ่านตรงตัวจะอ่านได้ว่า รูโนวารุ อาจจะเดาว่าคือ รูโนวาร์ล แต่ไม่ช่ายยยย โน โน ที่จริงมันคือชื่อจิตรกรที่ชื่อว่า เรอนัวร์ (Renoir = Pierre-Auguste Renoir) ต่างหาก แต่แปลไปก็ยิ้มได้ทั้งเรื่อง เพราะความน่ารักของนากาอิ และความเซอร์ เท่ห์ ของทานิซากินั่นเอง (สเป็คเลย ผู้ชายเซอร์ๆเนี่ย ^^)


ถ้าคนไหนสนใจก็ตามไปหาซื้อกันได้ที่แผงการ์ตูนนะจ๊ะ ตามร้านใหญ่ๆน่าจะมีขาย เพราะเรื่องนี้ถ้าคนดูแต่หน้าปกก็คงไม่อยากอ่านต่อ แต่อยากจะคอนเฟิร์มว่าเนื้อในเนี่ยดีจริงๆ





Creditรูปภาพในเล่ม : http://www.asahi.com/showbiz/column/manga_henai/TKY201011120198.html

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Human Rights/Human Wrongs

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 53 ที่ผ่านมา นังแนนได้หาเรื่องออกนอกบ้านอีกครั้ง
มันเริ่มจากการที่พี่สิงห์มาโพสในเฟสบุ๊คว่าจะไปร่วมงานด้วย
ตอนแรกยังกล้าๆกลัวๆเพราะไม่มีเพื่อนไป เลยลังเลจะไปลุยเดี่ยวดีมั้ย???
โชคดีที่นึกขึ้นได้ว่ามีเพื่อนที่ชอบพี่สิงห์อีกคน นั่นก็คือ "ซา"

ซาเป็นรูมเมทของเรามาตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปี2 ซาอยู่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ส่วนเราศิลปศาสตร์
เราสองคนมักจะแอบแย่งพี่สิงห์กันทุกครั้งที่พูดถึง 555
อยู่ดีๆก็แว้บถึงซาขึ้นมา รีบไปชวนซาทันที และซาก็ตอบรับทันที นัดแนะนู่นนี่นั่นกันไปเรื่อย

แล้วก็ถึงวันจริง....
ออกสายไปนิดเพราะมัวแต่เสริมสวย แต่งตัวเซอร์ๆหัวฟูๆเพื่อให้เข้ากับงาน แต่ตานี่กรีดซะเป๊ะ เหอๆ
นัดเจอซาที่สถานีรถไฟใต้ดินลุมพินี ซามารออยู่ก่อนแล้วเพราะหอซาอยู่ใกล้

ชื่องานที่เราสองคนไปกันมาก็คือ 
“นิทรรศการภาพถ่าย และ กิจกรรมเสวนา สิทธิมนุษยชาติ/ สิทธิมนุษย “ชน” (Human Rights/Human Wrongs) 




งานนี้จัดขึ้นที่สถาบันเกอเธ่ งานเริ่มประมาณ 17.00น.

เราสองคนไปถึงตอนก่อน 4 โมงเย็น เพราะต้องลงทะเบียนก่อน
สถาบันเกอเธ่สวยมาก อาคารเป็นแบบโบราณ คลาสสิกดี
เดินเข้าไปก็เริ่มเห็นสื่อมวลชน และผู้รวมเสวนาบางคนมากันแล้ว
พอลงทะเบียนเสร็จก็ได้ัรับหนังสือแนะนำสถาบันเกอเธ่ นู่นนี่นั่น

แล้วเราก็เดินเข้าไปตรงตัวงาน ขอบอกว่าต่างกับที่คิดไว้มาก
เพราะดูจากชื่องาน เป็นนิทรรศการภาพถ่าย แถมมีงานเสวนา
เราก็นึกว่าจะเป็นห้องแอร์ คนเยอะแยะ ดูเป็นทางการสุดฤทธิ์
แต่พอเดินต่อไปก็ได้รู้ว่า นิทรรศการที่บอกนั้น เป็นการเอารูปที่ถ่ายมาทั้งหมดมาจัดแสดงตรงตัวตึกนั่นแหละ มีทั้งชั้น 1 และชั้น 2
ตอนเดินเข้าไป เก้าอี้ว่าง และมีประมาณไม่ถึง 30 ตัว โอ้ว......ใกล้ชิดกันขนาดนั้นเลยเชียว
นังแนนและซายังไม่กล้าเดินเข้าไปนั่งจึงตรงไปดูภาพถ่ายของแต่ละคนก่อน

ข้างบน มีภาพถ่ายของช่างภาพ 3 ท่าน
เริ่มจากด้านซ้ายเป็นของ โจ้ อภิลักษณ์ พวงแก้ว ภาพทั้งหมดถ่ายที่พม่าและเชียงใหม่(ถ้าจำไม่ผิด) เป็นรูปเกี่ยวกับเด็กทั้งหมด รูปข้างบนนั้นก็ด้วย ดูแล้วก็เห็นถึงความไร้เดียงสาของเด็กและความหดหู่ สงสารเด็กน้อยในพม่าเหมือนกัน
ตรงกลางเป็นภาพของ อาท อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เนื้อหาเกี่ยวกับถนนในเมืองกรุง สื่อให้เห็นว่า แม้แต่บนถนนก็ยังมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ทั้งป้ายห้ามจอด เสาที่ขวางทางข้ามม้าลาย
และทางขวามือเป็นของ อาร์ทตี้ อาทิตย์ ตังทัตสวัสดิ์ เกี่ยวกับกะเหรี่ยงปกาเกอญอ เป็นภาพประเพณีวัฒนธรรมต่างๆที่ทำให้เราเห็นถึงการจัดการกับสิทธิ หน้าที่ของคนในสังคมได้เป็นอย่างดี

ข้างล่างก็มีของอีก 3 คนที่เหลือ
ซ้ายมือ (หันหน้าเข้างาน) เป็นผลงานของ นิ้วกลม สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ ภาพดูนามธรรมมาก มีภาพผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก เกย์ คนที่อยู่ในภาพทุกภาพจะอยู่ตรงขอบ ซาให้ความเห็นว่าน่าจะสื่อถึงคนชายขอบ (ล้ำลึกมาก)
ด้านขวา (ส่วนหน้า) เป็นของพี่แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ภาพของพี่แตมป์น่ารักมาก เป็นรูปตัวต่อเลโก้ที่จำลองสถานที่ต่างๆ ทั้งพระพรหม ถนนสุขุมวิท ฯลฯ ชอบภาพที่สื่อถึงทางเดินเท้าของคนตาบอด ที่จะเป็นตะปุ่มตะป่ำเหมือนเลโก้
สุดท้าย อยู่ทางขวามือ เป็นของพี่สิงห์ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ของพี่สิงห์นั้นเป็นภาพที่ถ่ายที่ต่างประเทศ ตอนไปถ่ายรายการ "พื้นที่ชีวิต" นั่นเอง มีทั้งรูปหัวกะโหลกในสุสานเขมรแดงที่กัมพูชา พระเซนที่ญี่ปุ่น พิธีศพริมแม่น้ำคงคา 

พอเดินดูครบก็หาที่นั่ง เราได้ตรงกลางแถวที่ 3 กำลังดี ไม่หน้าไป ไม่หลังไป ระหว่างที่รองานเิริ่มเราก็นั่งดูหนังสือของสถาบันเกอเธ่ ส่วนพี่สิงห์พี่แตมก็ให้สัมภาษณ์สื่อถึงแรงบันดาลใจ บลาๆ








เมื่อถึงเวลาอันสมควรก็มีพิธีเปิด โดยผู้อำนวยการสถาบันเกอเธ่ 
มีล่ามคอยแปลให้(อย่างสั้นๆทั้งๆที่ท่านผอ.พูดย้าวยาว 555)
เสร็จแล้วก็ถ่ายภาพหมู่

จากซ้าย (เสี้ยวหน้า)ผอ.สถาบันเกอเธ่ ผอ.มูลนิธิของเยอรมัน(ที่เราอ่านไม่ออกจริงๆ) พี่สิงห์ คุณโจ้ คุณอาท คุณอาร์ตตี้(สมาร์ทมากอ่ะ แอบกรี๊ด) และพี่แสตมป์




อ้อ เกือบลืม วันนี้นิ้วกลมไม่ได้มาร่วมงานด้วย เลยมีช่างภาพแค่ 5 คนเท่านั้น ทำให้เราไม่ค่อยเข้าใจความหมายของภาพของคุณนิ้วกลมเท่าไหร่เลย ค้างคามาก T^T

พอถ่ายรูปเสร็จก็เริ่มงานเสวนา ก่อนอื่นก็แนะนำตัว แนะนำไปฮาไป เพราะพี่ๆทุกคนแซวกันสนุกสนาน
ไม่ได้หยุดการฮาแค่ตอนแนะนำตัว เข้าเนื้อหาก็ยังแซวกัน พาออกนอกเรื่องไปเรื่อย แต่เราก็ได้เห็นถึงความคิดของแต่ละคนที่ต่างกันออกไป


พี่สิงห์หยิบกล้องมาถ่ายพร้อมกับเราพอดี
รอยยิ้มของช่างภาพแต่ละคน


บางทีก็แอบหน้าเครียด หุหุ
เสวนาไปยิ้มไป
งานนี้จบลงตอนประมาณ 6 โมงนิดๆ ตรงสวนเล็กๆมีคอกเทลอาหารว่างไว้ให้ผู้ร่วมงานทุกคน
แต่เรากับซาก็กินแค่น้ำพันช์แก้วเดียว (ไม่หิวอ่า)
ระหว่างนั้นก็ชะเง้อมองหาพี่สิงห์ เพราะวันงานสัปดาห์หนังสือ เราไม่ได้เอาซีดีราโชมอนไปให้เซ็น
วันนี้เลยเตรียมปากกาและซีดีมาพร้อมมาก 
เดินกลับไปตรงตัวงานก็เห็นสาวๆหลายคนขอถ่ายรูปคู่กับพี่สิงห์ มีน้องๆนักศึกษามาหาพี่สิงห์ด้วย
จากนั้นก็มีคนมาขอสัมภาษณ์พี่สิงห์สั้นๆ เราก็ยืนรอ กะว่าจะเดินมาทางเรา แต่พี่สิงห์ดันเดินไปอีกทาง
พี่สิงห์เดินคาบบุหรี่ไปถ่ายรูปกับน้องนศ.กลุ่มนั้นก่อน แล้วเตรียมจะไปเสพนิโคตินให้เต็มปอด
นังแนนก็วิ่งไปหาพี่สิงห์พร้อมกับยื่นซีดีและปากกาให้ 

นังแนน - เมื่องานหนังสือไม่ได้เอาไปให้เซ็นอ่ะค่ะ เซ็นให้หน่อย
พี่สิงห์  - ชื่ออะไรครับ
นังแนน - แนนค่ะ.....ไม่เจอพี่แทนที่งานหนังสือเลย ว่าจะเอาหนังสือไปให้เซ็น
พี่สิงห์  - พี่แทนไปวันเดียวเองครับ
นังแนน - อ้อ ฝากบอกพี่แทนด้วยนะคะ ชอบเพลงสุดท้ายมาก (Rhasho-Medley)
พี่สิงห์  - อ๋อ หน่ม นม นม น้ม หน่ม ใช่มะ
นังแนน - ใช่ค่ะ ฮามาก


พอพี่สิงห์เซ็นเสร็จนังแนนก็เดินออกมา ซาร้องอ้าว นึกว่าเราจะขอถ่ายรูปคู่ อ๊าย ไม่เอาหรอก เขิน 555


พี่สิงห์ขณะกำลังเซ็นซีดีราโชมอนให้นังแนน


จากนั้นเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน นั่งใต้ดินไปลงศาลาแดงเพื่อให้รู้ว่า "รถไฟฟ้าเสีย" เฮ่อ....
แต่ก็ถือว่าวันนี้มีความสุขมาก ทั้งความสนุกจากงานเสวนา ความคิดดีๆที่เกิดขึ้น 
และความสุขเล็กๆน้อยๆจากพี่สิงห์

มีความสุข ^______________^

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

งานสัปดาห์หนังสือ 10/10/30

ตอนแรกยังมึนๆ ไม่รู้ว่าจะมีงานสัปดาห์หนังสือเมื่อไหร่
ก็นั่งหาไปหามาในเน็ต แล้วก็มาตรัสรู้ว่ามีตั้งแต่วันที่ 21-31 ต.ค. 53
ตอนนั้นก็เริ่มมองตารางชีวิตตัวเองแล้วว่ายังไงก็ต้องหาวันไปให้ได้
ปีนี้ทำงานหาเงินได้เองแล้ว ก็เลยอยากจะซื้อหนังสือให้หนำใจ

ลองเข้าเฟสบุ๊คของพี่สิงห์ (วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล) ดูว่าพี่เขาจะไปงานวันไหน
พี่เขาก็มาประกาศทั้งในเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ว่าจะไปวันที่ 23-24, 30-31 ต.ค.ที่บูธ a book
นังแนนไม่รอช้า หาวันว่างทันที ดูแล้วก็เห็นว่าว่างแค่วันเดียวคือ เสาร์ที่ 30
รีบล็อกวัน ลาสอนพิเศษล่วงหน้า (วันไหนไม่มีสอนก็ลาได้เลย เผื่อคอร์สเข้ากระทันหัน)
จากนั้นก็นั่งลิสต์รายชื่อหนังสือ ดูหมายเลขบูธ คำนวณเงิน บลาๆๆๆ

หนังสือที่จะต้องซื้อก็มีแต่ของพี่สิงห์ พี่แทนไท แล้วก็หนังสือเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น ตามนี้

  • โลกนี้มันช่างยีสต์
  • โลกจิต
  • คู่มือท่องกาแล็กซีฉบับนักโบก เล่มที่ 1
  • ในคนมีปลา ในขามีครีบ
  • อักษรตัวหนา
  • ใบไม้แดง
  • ตอบตามใจ
  • ชีวิตภาคทฤษฎี
  • พจนานุกรมไทย-ญี่ปุ่น
  • Step Up สำนวนญี่ปุ่นและคำประสมคันจิ

ส่วนที่เหลือก็แล้วแต่อารมณ์จะพาไป หึๆ

พอถึงวันจริง ตื่นสายไปหน่อย ตอนแรกว่าจะไปตั้งแต่เปิดศูนย์สิริกิติ์ แต่ดันตื่นสายเลยไปถึงเที่ยง
รีบไปหาหนังสือตามบูธจน(เกือบ)ครบภายในเวลาเกือบๆบ่ายสอง หิวมาก แล้วกว่าพี่สิงห์จะมาก็ 4 โมงเย็น
เลยนั่งใต้ดินไปสามย่าน ไปกินเบนโตะของฟูจิให้แน่นพุง แล้วค่อยกลับมา
กลับมาถึงงานตอนเกือบๆ 4 โมง เดินไปที่บูธ A book
โอ้ววววว ผู้หญิงเต็มไปหมดเลย มีตั้งแต่เด็กม.ต้นยันวัยทำงาน
แอบคิดในใจ แฟนคลับเยอะชะมัด แง่มๆ
เห็นอย่างนั้นก็เลยไปนั่งรออยู่ข้างๆ สักพักก็เห็นคนเดินไปทางบูธ เลยบอกน้องชายว่าไปกันเถอะ

มองจากไกลๆ โอ้ว นั่นไง สว่างมาแต่ไกลเลย (หน้าใส? หรือหัวใส? ฮ่าๆ)
เลยเดินเข้าไปต่อแถวกับคนอื่นเขา คนเยอะมาก เบียดกันสุดๆ
ต่างคนต่างหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปพี่สิงห์ แต่นังแนนไม่...ก็มือถือมันถ่ายรูปไม่ชัดนี่หว่า
ยืนสักพัก คนข้างๆก็ทำท่าควานหาของของเขา และปรากฎว่ากระเป๋าตังค์หาย (มั้งนะ)
คนนั้นกับเพื่อนอีกคนก็เลยเดินออกไปด้วยหน้ามุ่ยๆ เสียดายแทนอ่ะ น่ากลัวจริงๆ
เราเลยยื่นกระเป๋าไปให้น้องถือ แล้วตัวเองก็ถือแค่ถุงหนังสือของพี่สิงห์ 3 เล่ม (ขาดชีวิตภาคทฤษฎีเล่มนึง)
ใกล้เข้าไปทีละนิด...ทีละนิด ยิ่งใกล้ ยิ่งแอบกรี๊ดในใจ

เราว่าหลายๆคนที่มาอาจจะมากรี๊ดพี่สิงห์เมื่อตอนพี่สิงห์เล่นอินทรีแดง
แต่เราไม่ใช่
เรากรี๊ดมาตั้งแต่ม.ปลายแล้วมั้ง
เข้าธรรมศาสตร์มาก็ยิ่งกรี๊ด (อยู่ไกลๆ เพราะเราเรียนรังสิต พี่สิงห์เรียนท่าพระจันทร์)
ตอนพี่สิงห์รับปริญญา เราไม่ได้เจอเพราะยืนร้องคอรัสอยู่ มารู้อีกทีจากน้องในชุมนุม กรี๊ดแตก ฮ่าๆ
แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้จริงจังอะไร ออกแนวปลื้มในความเก่งของพี่เขามากกว่า
คิดว่าเด็กผู้หญิงในธรรมศาสตร์อีกเยอะที่เป็นแบบนี้
แล้วพอได้ดูเวลาเขาสัมภาษณ์ ดูนู่นนี่นั่น ฟังเพลง ก็เลยยิ่งชอบ
เราเองก็อยากคิดอะไรได้แบบนี้บ้าง เพราะเราไม่ใช่คนมีเหตุผล คิดอะไรเป็นตรรกะไม่เป็น
เอาอารมณ์เป็นตัวนำทุกอย่างซะมากกว่า

พอเข้าไปถึงข้างหน้าแล้ว พี่สิงห์เซ็นให้คนที่อยู่แถวข้างๆ เราเสร็จแล้ว นังแนนก็หยิบหนังสือในถุงไปให้
พี่สิงห์หยิบหนังสือไปทั้งหมด ถามว่าืชื่ออะไร เราตอบไป พี่แกก็เซ็นยิกๆ
ในใจคิดอยากจะคุยด้วยเพราะเห็นบางคนชวนพี่สิงห์คุยตลอด แต่นังแนน...ป๊อดค่ะ ก๊ากๆ
สุดท้ายก็บอกพี่สิงห์ไปว่าหาหนังสือเรื่อง ชีวิตภาคทฤษฎีไม่ได้แล้ว หมด
พี่สิงห์ก็ อืม มันขาดตลาดแล้ว พิมพ์ใหม่ไม่ทัน
แล้วพอพี่เขาเซ็นเสร็จ ยื่นหนังสือพร้อมยิ้มให้
นังแนนตอนนั้น...ก้มหน้า เหลือบมอง หลบตา แล้วชิ่งออกเลย เขินเว่อร์ (ทีอย่างนี้ล่ะมาเขิน เซ็งตัวเอง)
แต่ก็ถือว่าวันนี้ Mission Complete อิอิ

วันนั้นสนุกมาก แต่รู้สึกไม่ดีอย่างนึงตรงที่บางคนเข้ามาตรงบูธ มาซื้อหนังสือ เพียงเพราะเห็นว่าพี่สิงห์เป็นดารา
รู้สึกแย่แทนเลย ถ้าเราเป็นพี่สิงห์ เรายอมให้หนังสือขายได้น้อยแต่มีแต่คนที่ชอบงานเขียนเขามากกว่า
ไม่ใช่รีบวิ่งมา อุ๊ย วรรณสิงห์นี่นา อุ๊ย คนนี้ดารานี่หว่า ซื้อหนังสือดีกว่า ฯลฯ ม่ายยยยยยยยยย

ยิ่งเขียน ยิ่งซีเรียส พอๆๆๆ






หนังสือที่ไปซื้อมา (ของคุณแม่จิระนันท์นั่นไม่เกี่ยว เอามาเป็นพร็อพเฉยๆ)




พี่สิงห์ในวันนั้น (ไม่ได้ถ่ายเอง เอามาจากในเฟสบุ๊คพี่สิงห์) ขอบคุณคนโพสด้วยค่า

เสื้อตัวนี้ ใส่บ่อยมาก คงเป็นตัวโปรด










เดี๋ยวพุธหน้าจะไปหาพี่สิงห์ที่งาน นิทรรศการภาพถ่าย/เสวนา Human Rights/Wrongs เดี๋ยวมาอัพเดทอีกที

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เรากำลังทำอะไรอยู่???

อยู่ดีๆก็เกิดคำถามขึ้นกับตัวเอง

เรากำลังทำอะไรอยู่?


เวลานั่งหน้าคอม เล่น Facebook...
รู้สึกเหงาๆ
เพื่อนๆ หลายคนหายไปเพราะภารกิจเรื่องงาน เรื่องเรียน ฯลฯ
จะเจอก็แต่คนที่ยังเรียนอยู่ กับพวกรุ่นน้องที่รู้จักอีกหลายๆ คน

เวลาออกไปสอนพิเศษ...
มองไปทางไหนก็เห็นแต่นักเรียน นักศึกษา
ไม่ก็พนักงานกินเงินเดือนที่มายืนโหนรถเมล์อยู่ข้างๆ กัน

มีใครเป็นเหมือนเราบ้างมั้ยนะ?

บางทีก็รู้สึกดีที่ตัวเองไม่ต้องไปอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น
เทียบกับคนอื่น เราทั้งอิสระ ทั้งมีความสุขกว่า
ไม่ต้องไปอดทนฟังเจ้านายบ่น ฟังรุ่นพี่เหน็บแนม
หรือแข่งกับเพื่อนรุ่นเดียวกันในแผนก

แต่พอคิดถึงเรื่องเงิน ยังไงเราก็ได้น้อยกว่า แถมไม่มั่นคง
เงินทุกบาททุกสตางค์ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของตัวเอง
ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย อู้เมื่อไหร่เงินก็หาย
แถมเงินที่ได้มาก็ต้องใช้จ่ายในครอบครัว ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเน็ต ฯลฯ

มีหลายคนบอก "หางานบริษัททำเถอะ"
เราก็ได้แต่ยิ้มแล้วหัวเราะแหะๆ
รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ทาง (ว่ะ) ค่ะ
ถึงจะได้เงินเยอะกว่า แต่ถ้าไม่มีความสุข เราก็ไม่อยากทำ

ดูเหมือนเป็นคนมั่นใจในตัวเอง ทิฐิเยอะ เลือกงาน รักสบาย บลาๆๆ
ใช่ มันก็จริง
แต่เราก็ไม่อยากฝืนตัวเองนี่นา ทำไงได้

เพราะฉะนั้น ก็มีทางเดียว...

ตั้งใจทำงานตอนนี้ให้ดีที่สุด อย่าอู้ (ให้มากนัก)
พยายามฝึกฝนการแปลของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อสักวันจะได้เลื่อนขั้นจากนักแปลการ์ตูน
กลายเป็นนักแปลนวนิยาย หนังสือ ที่ให้ประโยชน์กับคนที่ (เผลอ) มาอ่าน

และเมื่อถึงวันนั้น
คุณภาพชีวิตของครอบครัว พ่อ แม่ น้อง และตัวเอง
ก็คงจะดีขึ้นกว่านี้
...แน่นอน...

นังแนน สู้โว้ยยยยย